วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

"เพื่อนริมไร่" เรื่องสั้น (สั้นๆ)



ชายหนุ่มนายหนึ่งพาร่างไร้แรงมาที่ปลายถนนสีฝุ่นสายแคบ ที่แขนมีรอยเลือด เป็นแผลสดใหม่คล้ายคมมีด รอบๆ ตัวมีไร่อ้อยกับป่าแห้ง แสดงให้เห็นว่าเป็นฉากชีวิตในชนบท และบ่งชี้ว่าแผลสดสะอาดไม่ได้เกิดจากคมมีดแต่เกิดจากคมอ้อย ซึ่งชาวไร่รู้ดีว่าใบอ้อยนั้นคมกริบราวมีดโกน

เขาทิ้งร่างลงข้างขอนไม้ เอนหลังพิงขอนกึ่งนอนกึ่งนั่ง ดวงตาเหม่อลอยคล้ายคอยความหวัง

สายลมแผ่วพาเขาหลับใหล นานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ดูเหมือนเวลาล่วงบ่ายมามากแล้ว

เขาไม่รู้สึกหิวแม้ไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า เขาถามตัวเองว่า ไปไหนดี...จะไปไหนดี

ก่อนตัดสินใจ มีผีเสื้อชราผ่านมาตัวหนึ่ง คงบินมาไกลจึงไถลลงมาเกาะยอดหญ้า

มันมองหน้าเขา เขามองหน้ามัน 
เขาถามผีเสื้อว่า “คงบินมาไกล เหนื่อยไหมผู้เฒ่า”

ผีเสื้อชรายิ้ม ยักคิ้วข้างหนึ่ง ตอบแบบกวนบาทาสุดเกือก “เหนื่อยแล้วไง ในเมื่อข้าต้องไป ข้าต้องมา ข้าแค่พัก ปลายทางยังอีกไกล เกี่ยวอะไรกับเจ้า”

“ท่านจะไปไหน ผีเสื้อมีปลายทางด้วยเหรอ” เขาถามต่อ

“ข้าไปของข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า ข้าบินหนีเหงา  หลีกหนีเงาลวง”  ผีเสื้อชราเหมือนไม่อยากบอก แต่บอกหมดแล้ว

“ท่านเหมือนข้าหรือข้าเหมือนท่าน” เขาพูดขึ้นมาลอยๆ คล้ายถาม (แต่ผีเสื้อตอบ)

“ไม่มีใครเหมือนใคร แล้วเจ้าจะไปไหน” ตาเฒ่าถามบ้าง

“ข้าไม่รู้ ข้ายังไม่รู้” ตอบแบบไร้น้ำหนักเต็มที

ผีเสื้อพยักหน้า ทำท่าเก๋าได้ถ้วย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดูดีน่าเชื่อถือ “ถ้าเจ้ารู้จักโลกดีกว่านี้เจ้าคงมีทางไป แต่ถ้าอ่อนไหว หมดใจในรัก เจ้าต้องเลือก เจ้าจะเลือกทาวใด ระหว่าง…
…นาแล้งในทุ่งโล่ง
ลำประโดงในหุบผา
ธารตรอกซอกจันทรา
ดวงดาราเหนือผาชัน”

เงียบ ทุกอย่างเงียบ ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีเสียงสนทนา

เวลาผ่านไป ตะวันเคลื่อนคล้อยลอยต่ำ ราตรีสีเทาดำครอบงำท้องฟ้า  มันกับเขาเลือนหายไปในเงามืด

เวลาผ่านไป นกน้อยผู้เป็นยามไพรแจ้งว่าเห็นผีเสื้อชรากับชายหนุ่มเดินเข้าไปในหุบเหวห่างรัก เข้าใจว่ามันคงพักอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง นานเท่าไรไม่มีใครรู้

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

"บางใบ" เรื่องสั้น (สั้นๆ)




สนธยาหนึ่ง ชายหนุ่มจากเมืองหลวง โซเซกลับบ้าน เขากราบแม่ โอบกอดไม่ปล่อย บ่งบอกริ้วรอยความโศกเศร้าด้วยน้ำตา

แม่เฒ่าตบไหล่โอบหลัง กอดเหมือนทุกครั้งที่ลูกกลับมา

เวลาผ่านไป ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปาก

เวลาผ่านไป ใจเริ่มอุ่น เขาเล่าเรื่องราวมากมายให้แม่ฟัง

แม่ฟังจนจบ แม่ยิ้มบางๆ บอกเขาว่า “ไม่เป็นไร ชีวิตก็เป็นแบบนี้ ทุกข์ ถอย ท้อ รอคอย เป็นบทเรียนที่ดีแม้ต้องแลกด้วยความช้ำ วันหนึ่งเราจะเข้มแข็ง อย่าหันหลังให้โชคชะตา อย่าห้นหน้าให้ความขลาด ทางเดินยังอีกไกล ทางไปยังมีให้เราเลือก ทุกอย่างอยู่ที่เรา”

พูดจบ แม่เฒ่าจูงมือลูกชายเข้าไปในสวนหลังบ้าน มือกร้านจับจอบ ขุดหลุมเล็กๆ สองหลุม แกชี้มือไปที่ต้นกล้า ลูกชายหยิบต้นไม้มาหย่อนลงหลุม รดน้ำ กลบดิน...กลิ่นราตรีโชยมากับสายลม

ก่อนเข้าบ้าน แม่ยืนมองต้นไม้ใหม่ พูดขึ้นมาลอยๆ “เราไม่รู้หรอกว่ามันจะโตหรือตาย ได้แต่หวังว่ามันจะรอด ถ้ามันไม่รอดเราก็ปลูกใหม่ หาวิธีปลูกใหม่ หรือหาไม้พันธุ์ใหม่ ที่สำคัญ ต้องดูแลมันให้ดี”


ดึกมาก ต่างคนต่างแยกย้ายเข้านอน ชายหนุ่มยังเศร้าโศก โลกเหงายังร้องไห้ น้ำตายังรินไหล... เปียกไปถึงหัวใจแม่

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

ปูลมริมเล (เรื่องสั้น สั้นๆ)





ฟ้ากว้าง
ทางชื้น
สายลมสะอื้น
ทะเลตื่นในคืนหยาดน้ำตา

หญิงสาวนางหนึ่งเดินเซบนทราย คล้ายไร้แรง คล้ายหมดทางสู้
จากเช้าตรู่ล่วงสู่บ่ายคล้อย เธอนั่งเหม่อลอยเหมือนรอคอยให้คลื่นซัดใจ

ปูลมชราเฝ้ามองเธอทั้งวัน ราวฝันซ้ำๆ ไม่สนุกเลย

เวลาผ่านไป ตะวันย้ายย่ำค่ำสนธยา ปูชราเดินเข้าไปใกล้ กล่าวทักทายเธอ “สวัสดีมนุษย์”

เธอหันมามอง สายตาเย็นชายังเหลือรอยยิ้ม

“ไปไหนมา? มีอะไรหรือเปล่า? เล่าให้ฟังได้นะ” ปูแก่เก๋าพาเข้าสู่คำถามที่ไม่อยากรู้เพราะเคยดูและเห็นอาการเช่นนี้มาเยอะแล้ว

“ไม่ได้ไปไหน อยากเดินทาง อยากไปให้ไกล ไม่มีจุดหมาย ข้างหลังไม่มีใคร ข้างหน้าอาจดีกว่า” เธอตอบเบาแผ่ว แสงสุดท้ายจับใบหน้าช้ำ...งามประหลาด

“ระหว่างทางพบเห็นอะไรบ้าง ถ้าเห็นแล้วไม่ค้นหาชีวิตก็ไร้ค่า อย่ามัวแต่ตรอมตรมซมเศร้า ทิ้งความเขลา ลุกขึ้นมาสู้ ระหว่างคำชื่นชมกับสมน้ำหน้า ราคามันต่างกันนะ” ปูเฒ่าเฝ้าบอก หวังให้เธอหลุดพ้นจากซอกช้ำ

เธอยิ้มพยักหน้าช้าๆ ไม่ตอบโต้อะไร 




แสงทองครองฟ้า ศรัทธาครองใจ
หญิงสาวอาจหลับใหล...หรือร่ำไห้ใครจะรู้

ไม่มีปูลมตัวไหนเห็นเธอบนหาดทรายผืนนั้นอีกเลย
..........................

เหตุเกิดที่อ่าวคลองวาฬ จ.ประจวบคีรีขันธุ์

ในอีกสถานะหนึ่ง



บทความ+ภาพถ่ายในโลกโซเชียลทั้งในบล็อกและเฟซบุ๊ค...มีหลายเรื่องผ่านหูผ่านตา มีหลายเรื่องผ่านมาผ่านไป บางเรื่องไม่ถึงปลายทาง บางเรื่องตกค้างจนลืมหลง เหมือนกระทงไร้หางเสือ คล้ายเกลือไม่ถูกลิ้มรส

ขณะนี้ผมกำลังเก็บทั้งเรื่องและภาพ รวบรวมเพื่อตีพิมพ์ลงบนกระดาษ...กระดาษที่ใครหลายคนเลิกอ่าน ไม่อ่าน หรือบางคนอาจไม่เคยอ่าน แต่ผมว่าหนังสือยังมีเสน่ห์อยู่นะ คือมันไม่ถึงกับละลายหายไปในโลกสมัยใหม่ ไม่ถึงกับอันตรธานไปกับแอปเปิ้ลแหว่งเว้า....พบเรื่องราวไร้สาระในอีกสถานะหนึ่ง ไม่น่านานเกินรอครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

มะขามเทศกับเสี้ยวบางๆ ในทางเยาว์ (สั้นๆ เรื่องสั้น)



ตอนเป็นเด็ก ประมาณ 8-9 ขวบ วันเสาร์อาทิตย์ไม่เคยอยู่บ้าน ซึ่งเด็กบางคนเขาอยู่บ้าน ดูการ์ตูน ไอ้มดแดงอะไรพวกนั้น แต่ผมติดเพื่อนมากกว่าการ์ตูน ผมกับเพื่อนสามสี่คนแบกคันเบ็ดออกจากป่าละเมาะข้างบ้าน เดินจากถิ่นที่อยู่คือสระแมวผ่านแยกวัดบูรณ์ เลี้ยวลัดกำแพงคุกออกไปสู่คูเมือง เลาะเลียบตามทางรถไฟไปจนถึงบึงใหญ่ที่เราเรียกกันว่า “หัวทะเล”  (เมืองโคราช)

เราไปเล่นน้ำ ไปตกปลา ตามประสาเด็กชอบพเนจร ตกได้...ก่อไฟย่างปลา ทำกินกันในวันนั้น (ห่อข้าวไปด้วย) พวกเราออกไปตั้งแต่เช้าจรดเย็น วันไหนกลับบ้านมืดค่ำโดนฟาดก้นไปตามระเบียบ ถ้าวันเสาร์โดน วันอาทิตย์หมดสิทธิไปไหนไกลเพราะถูกข่มขู่ว่าโดนซ้ำแน่ แม่แต่ละคนซัดกันเต็มเหนี่ยว ไม่เกี่ยวตัวเล็กตัวใหญ่ โดนเหมือนกันหมด

นอกจากปลาที่ตกได้ ระหว่างทางมักได้กินผลไม้บ้านๆ จำพวกตะขบ มะม่วง มะขามหวาน มะขามเทศ ผลไม้จำพวกนี้ไม่ต้องซื้อ มีอยู่ริมทางทั่วไป ส่วนตัวผมไม่ชอบกินตะขบ มันหวานพิกลๆ กินมากพาลจะเวียนหัว ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นมะขามเทศ

มะขามเทศสมัยก่อนต้นใหญ่ ปีนยาก หนามเยอะ ถ้าไม่ใช้ไม้สอย ต้องใช้หนังสติ๊กยิงให้ร่วง ซึ่งเราเลือกใช้วิธีหลัง (ไม่เคยแบกไม้สอยไปด้วยมันเกะกะ) การยิงมะขามเทศต้องมากฝีมือ ต้องยิงที่ขั้วเพื่อให้มันร่วงลงมาแบบสมบูรณ์ที่สุด ถ้าโดนฝักแตกกระจายนอกจากได้กินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยยังไม่ถือว่ามีฝีมือ ต้องยิงตัดขั้วเรียวเล็กเท่านั้น

มาถึงวันนี้วิวัฒนาการทางการเกษตรเปลี่ยนไป มะขามเทศต้นเล็กลง ฝักใหญ่ขึ้น หวานน้อยลง  ส่วนใหญ่เขาปลูกเพื่อขาย จะมีอยู่บ้างตามถนนในชนบท...ต้นโตใหญ่เหมือนในอดีต

ผมไม่เคยคิดว่ามะขามเทศที่เด็ดดมชมฟรีในวัยเยาว์จะมีราคาแพงมาก เดี๋ยวนี้ตกกิโลกรัมละ 80-120 บาท แต่เมื่อกลับมาพิจารณาดูก็เห็นว่ามันน่าจะแพงเพราะกว่าจะได้หนึ่งกิโลปาเข้าไปหลายฝัก ที่สำคัญในหนึ่งปีมีผลครั้งเดียว


ปัจจุบันผมยังนิยมชมชอบกินมะขามเทศ แต่เปลี่ยนจากยิงด้วยหนังสติ๊กมาเป็นซื้อด้วยเงิน เสียงตังค์ก็ยอม ชอบไปแล้วนี่ จะให้ไปยิงอย่างเดิมคงไม่ไหว ไขข้อไม่ดี ตาก็ฟ่าฟาง ยิงช้างจะโดนหรือเปล่ายังไม่รู้เลยครับ

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ขาวกับดำ ต่างกันตรงไหน




ถนนบางสายมืดดำ มองไม่เห็นอะไรนอกจากมุมหม่น
บางถนนสว่างขาว มองไม่เห็นอะไรนอกจากหนาวเหน็บ

คงต้องมองมันด้วยใจ คงต้องไปด้วยความรู้สึก
อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าฟ้าอาจเปลี่ยน ฝนอาจตก ป่ารกอาจเปิดเผยตัวตน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันต้องเดินต่อไป ปลายทางมีเส้นชัยรออยู่

#โรคไร้สาระ

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เส้นขนาน



เธอเดินทางหนึ่ง
ฉันเดินทางหนึ่ง
ข้ามไปไม่ได้ เอื้อมไปไม่ถึง
แอบมองเธออยู่บนถนนสายนั้น
ถนนที่เธอฉันเรียกมันว่าอุดมการณ์
...............

ความทรมานของการจากคือยังเห็นหน้ากันอยู่

#โรคไร้สาระ

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผีเสื้อประหลาด (เรื่องสั้น...สั้นๆ)



ผีเสื้อตัวหนึ่งถือกำเนิดกลางป่าใหญ่ ใกล้ริมลำธาร คืนนั้นฝนตกหนัก ปีกบางใสเปียกชุ่ม ขยับไม่ได้ สิ่งที่มันทำคือเกาะกิ่งไม้เก่าแล้วเฝ้ารอ รอให้ฝนหยุด

รุ่งสาง ม่านฝนขาดหาย แสงแดดยามสายช่วยซับน้ำตาจากฟากฟ้า แรกเริ่มมันคิดว่าไม่รอด พอรอดจึงเข้าใจ มันเข้าใจว่าทุกสรรพสิ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทุกชีวิตสัมพันธ์กัน เป็นหนี้กัน แสงตะวันคือผู้มีบุญคุณ ช่วยชีวิตให้มันรอดพ้นจากความเยือกเย็น มันบอกกับดวงตะวันว่า วงชีวิตสั้นๆ ที่มันมีอยู่ ขอช่วยสังคมป่า ขอเช็ดน้ำตาให้วิญญาณทุกดวง

เหยียดปีกตากแสงสาย
ถึงช่วงบ่ายจึงออกบิน  
เริงร่าไกลจากถิ่น
จากผาหินสู่ธารทะเล




คืนวันผันผ่าน ดื่มกินน้ำตามานานระดับหนึ่ง ซึ่งมันพบว่าน้ำอุ่นๆ นั้นมีรสชาติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

น้ำตาผู้สูญเสีย  ขม ขื่น
น้ำตาผู้โง่เขลา จืด ชืด
น้ำตาผู้จากลา บ้างขม  บ้างกลมกล่อม
น้ำตาผู้มีชัย กินเท่าไหร่ไม่เบื่อ
น้ำตามารยา รสชาติแย่ที่สุด

ช่วงสุดท้ายปลายชีวิต มันบินกลับมาที่ป่าใหญ่ เกาะกิ่งไม้ริมลำธาร คิดย้อนกลับไปเมื่อวัยวาน ระหว่างทางพบเจอชีวิตมากมาย ได้ดื่มน้ำตาชาย ได้ขโมยความเศร้าจากหัวใจหญิง ได้รับรสความจริง ได้ลิ้มความลวง เสียดายไม่เคยได้ดื่มน้ำตาในทรวงจึงไม่ล่วงรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร

เช้าตรู่ มันรู้ความตายใกล้เข้ามา 
แว่วยินเสียงแสงตะวันถามว่า “หากเกิดใหม่ได้ อยากเกิดเป็นอะไร”
มันตอบช้า ชัด และใช่ “ขอเกิดเป็นน้ำตา”
แสงตะวันงุนงง ถามซ้ำอีกคำหนึ่ง “ทำไม”
มันยิ้มแล้วตอบ “น้ำตาเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย”
แสงตะวันหัวเราะเบาๆ ถามเหมือนไม่อยากได้คำตอบ “เจ้าไม่อยากตาย อยากเป็นอมตะ”
ผีเสื้อนิ่ง ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่ใช่ ข้าไม่ชอบอมตะ อมตะมันทรมาน ที่อยากเป็นน้ำตาเพราะอยากให้ผีเสื้อตัวอื่นได้รู้รสบ้าง”


ผีเสื้อพเนจรล่วงหล่นบนพื้นทราย สายลมพัดพาร่างบางเบาไปที่ธารน้ำ ลอยลับไปกับผืนป่า  จากลาชั่วนิรันดร์

#โรคไร้สาระ

วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กว่าจะถึงปลายฟ้า









บางตัวจร บางตัวจาก บางตัวพลัดพรากระหว่างรอนแรม บางตัวหนีไปแบบไร้เหตุผล สุดท้ายพบตัวเองบินเดี่ยวอยู่ในฟ้ากว้าง

ขณะบินเพียงลำพัง มันถามตัวเองว่า "มีกำลังใจไปถึงจุดหมายไหม? สู้อย่างไรจึงไม่โรยแรง? หยุดพัก? ไปต่อ? หรือหุบปีกทิ้งร่างลงกลางทะเลน้ำตา?"

เงียบ
มีคำถามแต่ไม่มีคำตอบ

สุดท้ายมันกางปีกแต่ไม่ขยับบิน
ปลดตัวเองออกจากพันธนาการทางความคิด
ปล่อยให้สายลมอ่อนล้าพาไปสู่ปลายทาง
ถึงหรือไม่ถึง ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

#โรคไร้สาระ




วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เป็นเช่นนั้น



ชีวิตไม่ได้คมชัดเสมอไป
บางคราวเคว้งคว้าง
บางครั้งแกว่งไกว
เพียงเดินผ่านได้ หัวใจก็สุขพอ
..........................

จาก FB พายุทราย พรายทะเล
#โรคไร้สาระ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เต่ากับโลกทะเลที่ไม่เคยรู้จัก



เพื่อนฉันเดินนำหน้า
เชื่องช้าและหยุดมอง
เขามองไปที่เกลียวคลื่นหนา
มองหาเส้นขอบฟ้าไกล
มองไม่เห็นอะไรนอกจากเกลียวคลื่นและเกลียวคลื่น

เขาเดินต่อ ฉันเดินตาม
เขาหยุดอีกครั้ง
มองไปข้างหน้า
เหยี่ยวเวหากางปีก
อีกไม่นานมันคงกางเล็บ

นอกจากทะเลกว้างที่เราไม่เคยสัมผัส ยังมีนักล่ารอเราอยู่
การตัดสินใจหนีออกจากบ่ออนุบาลที่ฉันและเขาเติบโตมาไม่ได้ผิด
ฉันและเขาต้องการรู้จักชีวิตในมหาสมุทร
อยากรู้จักการผจญภัย
อยากรู้จักภัย
อยากรู้จักเต่าตัวอื่น พวกเต่านอกบ่อซีเมนต์

คลื่นลูกแรกซัดเรากลับมาบนหาดทราย
คลื่นลูกที่สองย้ายเราไปคนละทิศ
ฉันและเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกัน หัวใจมีความมุ่งมั่น มีความฝันจากวานวัย

คลื่นลูกที่สามพัดพาเราออกไป
ฉันสำลักน้ำแต่พยายามแหวกว่าย
ว่ายไปพร้อมเงาพญาเหยี่ยวทาบทับอยู่บนกระดอง

เหยี่ยวโฉบลงมาใกล้ กางเล็บแหลมคม สายตามุ่งตรงมาที่เขา
เราไม่มีทางเลือก เพราะเลือกเดินหน้าต่อไป
น่าแปลกใจ เหยี่ยวกางเล็บแล้วเก็บเล็บ
ขยับปีกลาจาก ไม่ยอมพรากวิญญาณเรา

รอดจากเหยี่ยว
ไม่รอดจากความเปลี่ยวเปล่า
เขาหายไป ฉันหายใจ
ทะเลกว้างใหญ่ยังรอคอย
.
.
โลกนอกกะลา
........................................

หาดท้ายเหมือง เนื่องจากการปล่อยเต่าบนผืนทราย กรมประมงฯ จังหวัดพังงา
บันทึกภาพวันที่ 12 ก.ค. 2558

#โรคไร้สาระ



วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่เรียกว่าบ้าน


ขนำกลางนา
ไร้ฝา หลังคาเก่า
ใช้หลบแดด
ใช้หลบฝน
ใช้หลบคนที่น่าชิงชัง
.
.
ในคราวเหน็ดเหนื่อยอาศัยเป็นที่พัก
ในคราวมีรักเอาไว้เป็นที่พบเจอ
.
.
สุขและฝันในบ้านหลังน้อย..ขนำ
..................................................

สิ่งที่เรียกว่า "บ้าน" มีองค์ประกอบสำคัญสองสามข้อ คืออุ่นและสุข ลองสำรวจดูว่าบ้านหรูหราราคาแพงของคุณมีองค์ประกอบประเภทนี้ไหม
..........................................

บันทึกภาพที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
#โรคไร้สาระ






วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ฉันเป็นกา





ตอนเป็นเด็ก มีพ่อแม่เป็นครูสอนบิน
ตอนเป็นเด็ก มีพ่อแม่เป็นครูสอนหากิน
ตอนเป็นเด็ก แอบดูเหยี่ยวโผผินบินโฉบเหยื่อ

โตขึ้น ฉันโผขึ้นไปยอดผา แอบฟังการสนทนาระหว่างลูกเหยี่ยวกับพ่อเหยี่ยว ความตอนหนึ่งพ่อเหยี่ยวสอนลูกว่า “เหยื่อไม่ได้โง่ ขณะเราโผลงไปใกล้ผิวน้ำ อาจมีนักล่ารอคอยเราอยู่ อย่าทะนงตัวเองว่าเป็นเหยี่ยว แค่ก้าวพลาด ผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อ เหยื่อกลายเป็นผู้ล่า”

โตขึ้น ฉันรู้ว่าแม่กาแน่กว่าพ่อเหยี่ยว เล่ห์เหลี่ยมเยอะกว่า ขยันกว่า แต่แม่กามีความต้องการมากกว่า แม่กาเป็นแม่กา ไม่ได้เป็นแม่เหยี่ยว

โตขึ้น ฉันถูกขับไล่จากฝูงกา ข้อหาผิดแผกแตกต่าง
โตขึ้น ฉันผจญภัยในเวิ้งว้าง บินอย่างกาไม่ได้บินอย่างเหยี่ยว
โตขึ้น ฉันบินเดี่ยวแบบเหยี่ยวไม่ได้รวมฝูงอย่างกา

โตขึ้น ฉันใช้ชีวิตแบบเหยี่ยว ล่าเท่าที่หิว กินเท่าที่ต้องการ
โตขึ้น ฉันยังเป็นกา ยังสืบสานเสียงกาบนฟ้ากว้าง 
โตขึ้น ส่งเสียงน้อยลง บินไกลกว่าเดิม


โตขึ้น ฉันยังเป็นกา ฉันไม่ใช่เหยี่ยว
...................................................

บันทึกภาพกาที่ทะเลน้อย จ.พัทลุง
#โรคไร้สาระ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อีสานสไตล์



"โลกเปลี่ยนมากเท่าใด หัวใจเปลี่ยนไปหรือเปล่า"

ผู้เฒ่าถูกถาม
ผู้ถามยังไม่เฒ่า





กระติ๊บข้าว 
ผ้าขาวม้า 
โชคชะตาพามาพบเจอ


งานศิลปะบนฝาผนัง งานโฟล์คอาร์ตแบบจัดวางของคุณบุญทรง คลอสเน่อร์
เป็นงานเรียบง่ายแบบอีสาน งานนี้ไม่ได้จัดแสดง แต่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับใครคนหนึ่งซึ่งจากหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ไปนานแสนนาน
...............................

บ้านหนองขอน อุบลราชธานี
1 กรกฎาคม 2558
#โรคไร้สาระ








วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รอเปลี่ยน



ฝนบาง
แสงเบา
ควันเหงา
เงางาม
.
.
.
แล้งใกล้ลา
..................

ท้องนาบ้านหนองขอน อุบลราชธานี
#โรคไร้สาระ

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทาง



สุดปลายบันไดไม่ใช่จุดหมาย
สุดผืนทรายไม่ใช่ทะเล

ชีวิตเดินต่อไป

#โรคไร้สาระ

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ชา



บางคราว ข้าเหงาเกินกว่า
บางครา ข้าหนาวเกินไป
บางทาง ไร้ซึ่งจุดหมาย
บางใจ เฉื่อยเฉยเย็นชา
.
.
องค์ศาสดาสอนสั่งไม่ให้จมปลักในกับดักอดีต ไม่ให้เขียนขีดเส้นชัยให้อนาคต สิ่งที่พระองค์บอกคืออยู่กับปัจจุบัน

ข้าไม่ใคร่เข้าใจ ข้าพยามยามทำ ตอนนี้ข้าทำอย่างนั้น ข้าคิดถึง ข้าอยู่กับความคิดถึง ความคิดถึงที่มีทุกวัน ข้าอยู่กับปัจจุบัน

#โรคไร้สาระ

น่าน



น้องคนหนึ่งถ่ายภาพจักรยานคันหนึ่ง บนทางเท้าหนึ่ง ข้างกำแพงหนึ่ง มีผู้หญิงสวยคมคายคนหนึ่งเป็นคนขี่ เขาอธิบายภาพนั้นสั้นๆ ว่า "น่านก็คือน่าน"
.
.
จักรยานหนึ่ง ทางเท้าหนึ่ง กำแพงหนึ่ง แม้ไม่มีสาวงามคนหนึ่ง ผมยังเห็นและคิดคล้ายกับเขา ผมคิดว่า "นั่นหล่ะน่าน นั่นหล่ะหนึ่ง"
..................................
ขณะความรู้สึกหนึ่งผ่านเข้ามาในอารมณ์หนึ่ง
ชายชราคนหนึ่งบันทึกภาพจักรยานคันหนึ่ง ช่วงบ่ายหนึ่งในเมืองน่าน




หนึ่งเสี้ยวน่าน
#โรคไร้สาระ

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การเดินทางกับกางเกงยีนส์ Indigoskin



หากย้อนไป 10 ปี ผมมีกางเกงยี่ห้อเดียวที่ใส่ประจำคือ LEVI STRAUSS & CO. กางเกงยีนส์เก่าแก่สายพันธุ์อเมริกัน 

คนที่เล่น Levi's เข้ากระดูกถ้าไม่ถูกปลูกฝังก็เข้าขั้นหลงใหลหรือเกิดและเติบโตข้างแค้มป์จีไอ (ทหารอเมริกัน)

ผมเป็นพวกหลัง คือเกิดทันแค้มป์ที่โคราช ผลิตภัณฑ์ Levi's Converse Layban จึงติดตัวติดตามาตั้งแต่เด็ก ผูกพันเป็นใยยาวจนอายุปาเข้ากลางคนยังซุกซนกับ Levi's เช่นเดิม

แต่วันหนึ่งก็แปรผันจากสายพันธุ์ต่างชาติ ผมหมกหมุ่นอยู่กับกางเกงไทยในนาม "Indigoskin"

ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้กางเกงยีนส์มาตัวหนึ่งจากคุณน้อย (สุรินทร์ สนธิระติ) ที่กลางดงเมาเทนวิว อ.ปากช่อง คุณน้อยยื่นยีนส์ใหม่เอี่ยมให้ผมตัวหนึ่ง บอกว่าลองเอาไปใส่ หลานทำออกมาขาย (หมายถึงลูกชายคนโตของคุณน้อยเป็นผู้ออกแบบและผลิต)

จากวันนั้นถึงวานนี้ผมติดกางเกงตัวนี้มาก พามันเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มันกับผมพากันเดินทางผันผ่านหลายประเทศ หลายภูมิภาค หลายอากาศ หลายอารมณ์ เช่น ปักกิ่ง กวางโจว จูไห่ มาเก๊า เกาหลีใต้ไปจรดชายแดนเกาหลีเหนือ หรือเข้าไปอยู่ในเมืองกาฐมัณฑุ เมืองโภคราของเนปาล สุดท้ายปลายทางพามันไปตากหิมะกับอุณหภูมิติดลบ 22 องศาที่เกาะฮอกไกโด ญี่ปุ่น


มันไปกับผม ผมไปกับมัน กระทั่งความเข้มซีดด่าง จืดจางลงเป็นลำดับ รอยยับย่นข้นได้ที่ หลังกลับจากญี่ปุ่นผมมีโอกาสใส่มันอีกครั้งเดียว จากนั้นไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย


หลังจากพายีนส์คู่ใจไปท่องโลก กลับจากญี่ปุ่นผมแวะไปหา "ตะกร้อ" หรือธัชวีย์ สนธิระติ ผู้ออกแบบ ผู้สร้างสัญลักษณ์ ผู้คิดโปรเจคต์ และทำอะไรเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับยีนส์ที่เขาเรียกมันว่า Indigoskin
วันนั้นทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ในฐานะอากับหลาน ในวิญญาณพี่กับน้อง เขาเห็นกางเกงที่ห่อท่อนล่างของผม เขายิ้ม จากนั้นส่งเสียงแกมบังคับให้ผมถอดกางเกงออก ถอดเพื่อเก็บเข้ากรุ เอาไว้ดิสเพลย์ร้านหรือจัดงานในอนาคต
ปรากฏว่าผมได้กางเกงตัวใหม่กลับบ้าน ก่อนจากลาตะกร้อบอกผม "พี่ปลาเอาไปปั้นหน่อย" เป็นอันเข้าใจกันในสายยีนส์ว่าปั้นหมายถึงใส่ให้มันสวย ให้มันเกิดคุณค่า (ทั้งๆ ที่มันมีคุณค่าอยู่แล้ว)
เวลาผ่านไปหลายเดือน ผมไม่ได้ใส่กางเกงตัวใหม่ไปไหนเลย ที่เป็นเช่นนั้นมาจากสองสาเหตุ 1.ผมอ้วน 2.กางเกงตัวใหม่ไม่โดนใจเท่าตัวแรก (คงเป็นเพราะความผูกพัน)
เวลาผ่านไปหลายเดือน ผมตัดสินใจคุยกับพี่น้อย (พ่อตะกร้อผู้ออกแบบ) ว่าผมอยากเอากางเกงไปเปลี่ยน (ด้วยความเกรงใจ) พี่น้อยบอกไปหาหลาน ไปเปลี่ยนเลย
เมื่อวานผมตัดสินใจไปสยาม ไปเปลี่ยนกางเกง แต่โทษเถอะครับด้วยความชราวัยดันลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่บ้าน ดีว่าในเป้มีเงินหลงเหลืออยู่ร้อยกว่าบาท เป็นร้อยกว่าบาทที่ส่งผมไปสยามสแควร์โดยปลอดภัย ผมต้องเดินด้วยความระมัดระวัง กลัวเดินไปชนอ่างกะปิล้มคว่ำคะมำหงายแล้วไม่มีเงินจ่าย เลาะเลียบทางเท้าจากสถานีรถไฟจนถึงร้านที่สยามซอย 1
ในร้านมีชายหนุ่มคุ้นหน้า มีชายหนุ่มแปลกหน้า และมีชายหนุ่มอีกคนก็แปลกหน้า คนคุ้นหน้าเป็นเพื่อนเจ้าของร้าน เขาบอกว่าตะกร้อไม่สบาย วันนี้ไม่ได้มา ผมบอกว่าไม่เป็นไร แต่ให้ต่อสายคุยกันหน่อย
การสนทนาแสนสั้นผ่านไป ความเข้าใจแสนยาวเข้าแทนที่ ผมเปลี่ยนกางเกง คราวนี้ได้รุ่นถูกใจ เหมือนรุ่นแรกที่เคยใส่ ต่อไปนี้คงต้องปั้นยีนส์ตัวนี้ให้ย่นยับขยับรอยอย่างที่เคยทำและเคยเป็น
ก่อนจากจากลาผมยืนดูแจ๊คเก็ตยีนส์ตัวหนึ่ง ผมมองมันมานาน มองตั้งแต่ร้านแรกกระทั่งย้ายมาอยู่ที่นี่ สัญญาว่าจะเป็นเจ้าของมันด้วยตังค์ตัวเอง
..................

"ตะกร้อ" หรือ "ธัชวีย์ สนธิระติ" ปัจจุบันเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าแถวหน้าของเมืองไทย ได้ทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์ชื่อดังของญี่ปุ่น ได้ร่วมงานออกแบบ (บางงาน) กับ Converse เขาเป็นคนมีค่าหัว แบรนด์ดังต้องการตัว
เท่าที่ทราบเขายังคงดีไซน์งานตัวเองต่อไปตามบทวิถี มีสิ่งหนึ่งที่ผมเฝ้ามองคืองาน ผมเฝ้าดูดีไซน์เนอร์ผู้นี้ทำงานแล้วตั้งคำถาม เขามีทิศทางอย่างไรในวงการเสื้อผ้า? งานเท่ๆ ที่เห็นและเป็นไปจะก้าวไปอยู่ตรงไหนบนบันไดงานออกแบบ? ผมเฝ้าดูในฐานะผู้เสพ ไม่ใช่ฐานะญาติ
.................

หลังจากการเดินทาง+กางเกงยีนส์บทแรกโพสต์ในเฟสบุ๊ค มีคนถามว่า "ทำไมถึงชอบ Indigoskin" และ "Indigoskin มีอะไรดีถึงได้ลืมลีวายส์" ต้องบอกกันตรงนี้ ผมไม่ได้ลืมลีวายส์และไม่มีวันลืม (ทุกวันนี้ยังใส่อยู่)

ส่วน Indigoskin มีอะไรดี ไปค้นหากันเองครับ คือมันมีที่มาที่ไป เริ่มจากทรง ผ้า กระดุม เข็ม เครื่อง ทุกเรื่องล้วนละเอียดอ่อน ไม่เว้นแม้ป้ายหนังลายไทยซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ผมภาคภูมิใจใน INDIGOSKIN QUALITY OF SIAM

#โรคไร้สาระ